ขอขอบคุณ เว็ป www.doiinthanon.com และทีมงานทุกท่านครับ...
ข้อมูลน่ารู้

ข้อมูลน่ารู้

ความเป็นมา
อินทนนท์
ความเป็นมา
           อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกาศเป็นอุทยานฯ เมื่อ พ.ศ.2515 ประกาศเป็นอุทยานฯ เป็นลำดับที่ 6 ของประเทศไทย
มีพื้นที่ 482.4 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ในเขตอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ
จังหวัดเชียงใหม่
           ดอยอินทนนท์แต่เดิมดอยนี้มีชื่อว่า "ดอยหลวง" หรือ "ดอยอ่างกา"ดอยหลวง มาจากขนาดของดอยที่ใหญ่มาก ชาวบ้านจึง
เรียกกันว่า "ดอยหลวง" (หลวง: เป็นภาษาเหนือ แปลว่า ใหญ่)
           ดอยอ่างกา มีเรื่องเล่าว่า ห่างจากยอดดอยไปทางทิศตะวันตกประมาณ 300 เมตร มีหนองน้ำแห่งหนึ่งลักษณะเหมือนอ่าง ฝูงกา
จำนวนมากมายมักพากันไปเล่นน้ำที่หนองน้ำแห่งนี้ จึงพากันเรียกว่า "อ่างกา" และภูเขาขนาดใหญ่แห่งนั้นก็เลยเรียกกันว่า
"ดอยอ่างกา"แต่ก็มีบางกระแสกล่าวว่า คำว่า "อ่างกา" นั้น แท้จริงแล้วมาจากภาษาปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) แปลว่า "ใหญ่" เพราะ
ฉะนั้นคำว่า "ดอยอ่างกา" จึงแปลว่าดอยที่มีความใหญ่นั่นเอง
           ดอยอินทนนท์ อดีตกาลก่อนป่าไม้ทางภาคเหนืออยู่ในความควบคุมของเจ้าผู้ครองนครต่าง ๆ สมัยพระเจ้าอินทวิชยานนท์
เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ (องค์สุดท้าย) พระองค์ให้ความสำคัญกับป่าไม้อย่างมาก โดยเฉพาะป่าในบริเวณดอยหลวง ทรงรับสั่งว่า หาก
สิ้นพระชนม์ลงให้นำอัฐิบางส่วนขึ้นไปสร้างสถูปบรรจุไว้บนดอย ดอยนี้จึงมีนามเรียกขานว่า "ดอยอินทนนท์"

แต่มีข้อมูลบางกระแสกล่าวว่า ที่ดอยหลวงเรียกว่า ดอยอินทนนท์ นั้น เป็นเพราะเนื่องจากว่าเป็นการให้เกียรติ เจ้าผู้ครองนคร จึงตั้งชื่อจากคำว่า "ดอยหลวง" ซึ่งเป็นชื่อที่มีความซ้ำกับดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว แต่ภายหลังมีชาวเยอรมัน มาทำการสำรวจและวัด ซึ่งปรากฎผลว่า ดอยหลวง หรือดอยอ่างกา ที่อำเภอแม่แจ่มมีความสูงกว่า ดอยหลวง ของอำเภอเชียงดาว จึงเปลี่ยนชื่อใหม่ เพื่อไม่ให้มีความซ้ำซ้อนกัน และเรียกดอยแห่งนี้ว่า "ดอยอินทนนท์"
           อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เดิมเป็นส่วนหนึ่งของ "ป่าสงวนแห่งชาติดอยอินทนนท์" ต่อมาได้ถูกสำรวจและจัดตั้งเป็นหนึ่งในสิบสี่ ป่าที่ทางรัฐบาลให้ดำเนินการเป็นอุทยานแห่งชาติซึ่งครั้งแรกกรมป่าไม้เสนอให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ให้มีพื้นที่ 1,000 ตร.กม. หรือประมาณ 625,000 ไร่
แต่เนื่องจากพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ อาศัยอยู่ก่อนหลายชุมชน จึงทำการสำรวจใหม่ และกันพื้นที่ที่ราษฎร อยู่มาก่อน และคาดว่าจะมีปัญหาในอนาคตออก จึงเหลือพื้นที่ที่จะประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ 270 ตร.กม. หรือประมาณ 168,750 ไร่ ประกาศลงวันที่ 2 ตุลาคม 2515 และในวันที่ 13 มิถุนายน 2521 รัฐบาลประกาศพื้นที่เพิ่มอีกเป็น 482.4 ตร.กม. อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และกิ่งอำเภอดอยหล่อ มีความสูงจากระดับน้ำทะลปานกลาง 400-2,565.3341 เมตร เป็นภูเขาที่สูงที่สุด
ในประเทศไทย
           สำหรับวัตถุประสงค์ในการกำหนดที่ดินให้เป็นอุทยานแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 หมวด 1 มาตรา 6 ดังนี้

"เมื่อรัฐบาลเห็นสมควรกำหนดบริเวณที่ดินแห่งใดมีสภาพธรรมชาติเป็นที่น่าสนใจ ให้คงอยู่ในสภาพธรรมชาติเดิมเพื่อสงวนไว้เป็นประโยชน์แก่การศึกษาและรื่นรมย์ของประชาชน ก็ให้มีอำนาจกระทำโดยประกาศพระราชกฤษฎีกาด้วยบริเวณที่กำหนดนี้เรียกว่า อุทยานแห่งชาติ"

กฎหมายที่รองรับและเกี่ยวข้อง

  • พระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484
  • พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504
  • พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
  • พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535

สถานที่ตั้ง

     อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย มีพื้นที่อยู่ในท้องที่อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม กิ่งอำเภอดอยหล่อ และอำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ ในระว่างเส้นรุ้งที่ 18 องศา 24 ลิปดา ถึง 18 องศา 40 ลิปดา หรือ และแส้นแวงที่ 98 องศา 24 ลิปดา ถึง 98 องศา 42 ลิปดา ตะวันออก ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 301,500 ไร่ หรือประมาณ 482.1 ตารางกิโลเมตร สามารถเข้าถึงได้โดยใช้เส้นทาง เชียงใหม่-ฮอด (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 108) ไปยังอำเภอจอมทอง 50 กม. ระยะทางประมาณ 50 กม. เลี้ยวขวาตามถนนสาย จอมทอง-ดอยอินทนนท์ (ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1009) ประมาณ 8 กม. ก็จะเริ่มเข้าเขตอุทยานแห่งชาติที่บริเวณน้ำตกแม่กลาง และตัดขึ้นสู่ยอดดอยอินทนนท์เป็นระยะทางทั้งหมด 49.8 กม. ที่ทำการอุทยานแห่งชาติจะตั้งอยู่ที่กิโลเมตรที่ 31

พื้นที่ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งชาติ จะอยู่ในเขตอำเภอจอมทอง โดยมีอาณาเขตดังนี้

  • ทิศเหนือ อยู่ในเขตตำบลแม่นาจร อำเภอแม่แจ่ม และตำบลแม่วิน ตำบลทุ่งปี้ อำเภอแม่วาง
  • ทิศใต้ อยู่ในเขตตำบลบ้านหลวง และตำบลดอยแก้ว อำเภอจอมทอง
  • ทิศตะวันออก อยู่ในเขตตำบลสองแคว ตำบลยางคราม และตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง
  • ทิศตะวันตก อยู่ในเขตตำบลแม่นาจร ตำบลช่างเคิ่ง และตำบลท่าผา อำเภอแม่แจ่ม


     สำหรับอาณาเขตของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะครอบคลุมพื้นที่ตามแนวเขตการปกครอง 3 อำเภอ และ 9 ตำบล 30 หมู่บ้าน ในจังหวัดเชียงใหม่ดังต่อไปนี้

  • อำเภอจอมทอง ตำบลสองแคว ตำบลยางคราม ตำบลบ้านหลวง ตำบลสบเตี๊ยะ
  • อำเภอแม่แจ่ม ตำบลแม่นาจร ตำบลช่างเคิ่ง ตำบลท่าผา
  • อำเภอแม่วาง ตำบลแม่วิน ตำบลทุ่งปี้


สภาพภูมิอากาศ
     เนื่องจากอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย ดังนั้น สภาพภูมิอากาศโดยทั่วไปของพื้นที่อุทยานฯ จึงได้รับอิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดเอาความชุ่มชื้นและเมฆฝนเข้ามา ทำให้ฝนตก และลมตะวันออกเหนือที่พัดมาจากประเทศจีน จะนำเอาความหนาวเย็นและความแห้งแล้งเข้ามา ทำให้เกิดฤดูกาลต่าง ๆ โดยจะมีฤดูร้อนในช่วงระหว่างเดือนมีนาคม – พฤษภาคม ฤดูฝนในช่วงระหว่างเดือนมิถุนายน – พฤศจิกายน และฤดูหนาวในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม – กุมภาพันธ์ สลับกันไป อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพทางกายภาพของพื้นที่อุทยานฯ มีความหลากหลายทางด้านระดับความสูงของพื้นที่และมีลักษณะของพื้นที่เป็นเทือกเขาที่สลับซับซ้อนและสูงมาก (ระดับความสูงระหว่าง 400 – 2,565 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง) อีกทั้งพื้นที่อุทยานฯ ค่อนข้างจะกว้างขวางถึง 301,500 ไร่ ทำให้ลักษณะอากาศในแต่ละจุดในพื้นที่ของอุทยานฯ มีความแตกต่างกันอย่างมาก โดยจะมีลักษณะของสภาพอากาศแบบเขตร้อน (tropical climate) ในตอนล่างของพื้นที่ที่มีระดับความสูงต่ำกว่า 1,000 เมตร ลงมา มีสภาพอากาศแบบกึ่งเขตร้อน (sub-tropical climate) ในบริเวณตอนกลางของพื้นที่ที่มีระดับความสูงระหว่าง 1,000 – 2,000 เมตร และมีสภาพอากาศแบบเขตอบอุ่น (temperate climate) ในพื้นที่ที่มีระดับสูงกว่า 2,000 เมตรขึ้นไป โดยเฉพาะที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งสภาพภูมิอากาศดังกล่าวจะแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนจากสภาพของป่าชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

     ในพื้นที่ที่สูงตอนบนของอุทยานฯ โดยทั่วไปแล้วจะมีสภาพที่ชุ่มชื้นและหนาวเย็นตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณยอดดอยอินทนนท์ ซึ่งมีลักษณะเป็นสันเขาและยอดเขา จะมีกระแสลมที่พัดแรงและมีสภาพอากาศที่หนาวเย็นมาก และในช่วงวันที่หนาวจัดในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคม - มกราคม อุณหภูมิจะลดต่ำลงถึง 0 – 4 องศาเซลเซียส และจะมีน้ำค้างแข็ง (frost) เกิดขึ้น
      ที่ระดับกลาง ๆ ของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ สภาพอากาศโดยทั่วไปจะมีลักษณะ
ค่อนข้างเย็นและชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี (annual mean temperature) ประมาณ 20 องศาเซลเซียส (ซึ่งเมื่อเทียบกับตัวเมืองเชียงใหม่ ซึ่งจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปีประมาณ 26 องศาเซลเซียส) ในช่วงฤดูหนาวในเดือนธันวาคม – มกราคม อุณหภูมิเฉลี่ย (mean temperature) จะอยู่ระหว่าง 15 – 17 องศาเซลเซียส และจะมีค่าอุณหภูมิเฉลี่ยต่ำสุด (mean minimum temperature) 10 – 14 องศาเซลเซียสสภาพความชุ่มชื้น
ของอุทยานฯโดยทั่วไปจะชื้นกว่าตัวเมืองเชียงใหม่มาก โดยจะมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ย
ประมาณ 2,000 – 2,100 มิลลิเมตร มีค่าความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยตลอดปีประมาณ 80 % ซึ่งในตัวเมืองเชียงใหม่จะมีปริมาณน้ำฝนและความชื้นสัมพัทธ์เฉลี่ยประมาณ 1,200 มิลลิเมตร และ 70 %

     สำหรับในพื้นที่อุทยานฯ ที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,800 เมตร ขึ้นไป จะมีสภาพอากาศที่เย็นและชุ่มฉ่ำอยู่ ทั้งนี้เพราะจะเป็นระดับความสูงของเมฆหมอก ทำให้สภาพป่ามีเมฆและหมอกปกคลุมเกือบตลอดปี ทำให้ป่าดิบเขาของอุทยานฯ สามารถที่จะดูดซับเอาความชื้นจากละอองเมฆและหมอกหล่อเลี้ยงพื้นที่ตลอดปี

ลักษณะทางธรณี
พบว่า หินที่พบบริเวณดอยอินทนนท์มีอายุตั้งแต่ประมาณ ยุคพรีแคมเบรียน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นหินไนส์จนถึงยุคเทอร์เซียรี่ ซึ่งจะเป็นหินพวกหินกรวดมน โดยมีหินไนส์เป็นหินที่เกิดเป็นแกนใหญ่ ปรากฏทางทิศตะวันตกของพื้นที่ซึ่งเรียงตัวในแนวเหนือ – ใต้ และทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือและที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ รองลงมาเป็นหินแกรนิตปรากฏกระจายอยู่ทางทิศตะวันออกและทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของพื้นที่ นอกจากนี้ยังมีหินแกรนิตโนไดโอไรต์ที่พบทางตอนกลางของพื้นที่ นอกจากนี้ยังพบหินปูนทางทิศตะวันออกสุดของพื้นที่และยังมีหินกรวด หินทราย และหินฟิลไลต์ (Phyllite) อีกด้วย

 

     หินไนส์ (gneiss) เป็นหินที่พบเป็นผืนใหญ่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ โดยจะมีการกระจายตัวเป็นแถบตามแนวเหนือ – ใต้ ของด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ และยังจะพบเป็นบางจุดในตอนเหนือและตอนใต้ของด้านลาดตะวันออกของอุทยานฯ หินไนส์ที่พบจะเป็นหินชนิด sillimanite gneiss เช่นที่บริเวณยอดดอยอินทนนท์ และหิน biotite gneiss ซึ่งมีสีเทา-เทาอ่อน เนื้อหยาบ และหยาบปานกลาง ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ ควอร์ต (quartz), มัสโคไวท์ (muscovite), ไบโอไตท์ (biotite), ไมกาซีสท์ และเฟลสปาร์ (feldspar) และแร่อื่น ๆ โดยจะมีอายุมากกว่า 600 ล้านปี เนื่องจากหินชนิดนี้ให้กำเนิดดินที่มีลักษณะเป็นทรายหยาบ และง่ายต่อการถูกชะล้างและพังทลาย ทำให้พื้นที่ตอนบนของอุทยานแงชาติโดยเฉพาะอย่างยิ่งตามแนวสองข้างถนนที่ตัดขึ้นสู่ยอดดอยเกิดการถล่มพัง (slide) อยู่ตลอดเวลา เพราะไม่มีมาตรการป้องกันการพังทลายที่ดี
     หินแกรนิต (granite) จะพบเป็นผืนใหญ่และคลุมพื้นที่ที่ใกล้เคียงกับหินไนส์ (gneiss) โดยมีการกระจายตัวตามแนวเหนือ-ใต้ ของด้านลาดทิศตะวันออกของอุทยานแห่งชาติ หินแกรนิต (granite) ที่พบจะมีลักษณะเป็นหินสีเทา เนื้อแน่นและค่อนข้างละเอียด ถึงหยาบปานกลาง ประกอบไปด้วยแร่ธาตุ ควอร์ต (quartz), ไบโอไตท์ (biotite), และเฟลสปาร์ (feldspar) เป็นส่วนใหญ่ หินแกรนิต (granite) ที่พบจะมีอายุระหว่าง 280 – 345 ล้านปี หินแกรนิต (granite) บางแห่งได้ผุสลายกลายเป็นชั้นดินหนา และเมื่อมีการตัดถนนผ่านจึงมังจะถูกชะล้างและพังทลายได้ง่ายเช่นกัน ดังเช่นช่วงของถนนที่ใกล้จะถึงบริเวณยอดดอย
    หินแกรโนไดโอไรต์ (granidiorite) ซึ่งเป็นหินแกรนิต (granite) ชนิดหนึ่ง จะพบเป็นแถบตอนกลางเรียงตัวอยู่ระหว่างหินไนส์ (gneiss) และหินแกรนิต (granite) เป็นหินที่เกิดขึ้นในยุคไทรแอสซิก (Triassic) มีอายุระหว่าง 195 – 230 ล้านปี ซึ่งจะมีองค์ประกอบของแร่ธาตุต่าง ๆ มากมาย เช่น มัสโคไวท์ (muscovite), ไบโอไตท์ (biotite), นีส, ไมกาซีสท์ และเฟลสปาร์ (feldspar) ฯลฯ
     หินปูน (limestone) จะพบในด้านลาดทิศตะวันออกสุดในบริเวณเส้นทางสายจอมทอง – อินทนนท์ ระหว่างกิโลเมตรที่ 8 – 12 จะมีถ้ำบริจินดา และถ้ำอื่น ๆ อยู่ เป็นหินที่เกิดในยุคออร์โดวิเชียน (Ordovician) มีอายุระหว่าง 435 – 500 ล้านปี ส่วนใหญ่จะเป็นหินปูนที่มีหินเชล (shale) สีเขียว และหินเชลปนทรายแทรกอยู่นอกจากหินชนิดหลักเหล่านี้ ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ยังมีหินชนิดอื่นอยู่อย่างกระจัดกระจาย เช่น หินกรวด (conglomerate), หินทราย (sandstone), หินควอร์ตไซต์ (quartzite), หินไมกาซีสต์ (quartz – mica schist), หินอ่อน ฯลฯ

ลักษณะดิน
โดยทั่วไป ลักษณะและชนิดของดินจะขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ หลายปัจจัย ได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ระดับความสูงต่ำของพื้นที่ พืชพรรณธรรมชาติ การกระทำของมนุษย์ เวลาและลักษณะทางธรณีวิทยา เนื่องจากพื้นที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อน การศึกษาและจำแนกลักษณะดิน ตลอดจนการหาขอบเขตของหน่วยพื้นที่ทำได้ยากและมีความไม่แน่นอน ดังนั้น คณะวนศาสตร์ (ม.ป.ป.) จึงได้จำแนกดินในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ออกตามลักษณะของป่าที่ขึ้นปกคลุมดังนี้
ดินป่าเต็งรัง
สภาพของดินในป่าเต็งรัง โดยทั่วไปจะมีลักษณะของดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ คือหน้าดินจะตื้น มีความลึกของดินชั้น A จะอยู่ระหว่าง 3 – 8 ซม. ดินส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นดินปนกรวดและลูกรังสีแดง (laterite) จะมีปริมาณกรวดขนาดใหญ่กว่า 5 มิลลิเมตร ในหน้าดินสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เนื้อดินจะมีลักษณะเป็นดินร่วนปนทราย (sandy loam) และเนื้อดินบางส่วนจะเกาะตัวกันแน่น ทำให้ดินมีการระบายน้ำได้ช้า

หรือในบางแห่ง เช่นป่าเต็งรังที่มีไม้เหียง – ไม้พลวงเป็นไม้เด่น จะมีทรายปนสูง ทำให้มีลักษณะของดินทราย ไม่อุ้มน้ำ ทำให้แห้งแล้งมากในฤดูแล้ง ปริมาณอินทรีย์วัตถุ (organic matter) สะสมอยู่ระหว่าง 4 – 26 ตัน/ไร่ และดินจะมีลักษณะเป็นกรด มีค่าความเป็นกรด (pH) ระหว่าง 5.0 – 6.0
ดินป่าเบญจพรรณ
ดินในป่าเบญจพรรณส่วนใหญ่จะเป็นดินในกลุ่มดินหลัก Red Yellow Podzolic หรืออยู่ในอนุกรมวิธาน Oxic Paleustults ซึ่งมีต้นกำเนิดจากดินตะกอนของลำน้ำเก่า และการผุสลายของหินตะกอน ดินจะเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์พอสมควร หน้าดินตื้น มีการระบายน้ำดีถึงดีปานกลาง เพราะเนื้อดินร่วน (loamy skeletal) และมีกรวดทรายปนอยู่มากบนผิวดิน เป็นดินที่ง่ายต่อการถูกชะล้างและพังทลาย (erosive soil) ดินชนิดนี้จะพบได้ทั่ว ๆ ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในที่ลุ่มน้ำของลุ่มน้ำต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติ
ดินในป่าสนเขาและดินป่าสนผสมไม้ก่อ
ดินที่พบในป่าดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกันมาก และจะแตกต่างกันในรายละเอียดบ้างตามลักษณะของสังคมพืชที่ขึ้นอยู่ ดินจะเป็นดินของป่าดิบเขาเดิม คือ เป็นดินที่มีสีน้ำตาลแดง ซึ่งจัดอยู่ในกลุ่มดินหลัก (great soil group) Reddis Brown Lateritic หรืออยู่ในอนุกรมวิธาน (soil taxonomy) Orthoxic palehumults ซึ่งมีต้นกำเนิดจากหินแกรนิต (granite), หินไนส์ (gneiss) และหินคว quartzite organic matter clay – clay loam erosive soil
พื้นที่ที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 700 – 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ดินมีสีน้ำตาลแดง มีการระบายน้ำปานกลาง มีการชะล้างหน้าดินปานกลาง ดินลึกกว่าดินประเภทอื่นข้างต้น รากพืชปรากฏให้เห็นลึกถึง 75 ซม. ผิวดินไม่มีก้อนกรวดและดินลูกรัง ดินมีปริมาณทรายน้อยลงและปริมาณไม่แตกต่างกันมากที่ระดับผิวดินและลึก 50 ซม. มีค่าระหว่าง 37 – 45 % ดินเป็นกรดอ่อน ค่า ph 5.6 – 6.0 อินทรีย์วัตถุไม่สูงมากนัก ที่ผิวดิน (0 – 5 ซม.) มี 2.69 %
ดินป่าดิบเขา
เป็นดินที่พบตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,500 เมตร ขึ้นไป ดินบริเวณนี้โดยทั่ว ๆ ไป ลึกมากและมีความชื้นสูง ผิวดินปกคลุมด้วยซากพืชหนา ดินมีสีค่อนข้างดำ ลึกมากกว่า 5 ซม. มีความเป็นกรดปานกลาง มีค่า pH 5.1 ดินชั้น B ลึกมากกว่า 60 ซม. เป็น loam สีน้ำตาลแดงหรือสีส้มปนแดง มีค่า pH ประมาณ 5.4 ดินทั้งสองชั้นไม่มีก้อนกรวดปนหรือมีน้อยมาก

ทรัพยากรน้ำ
จากลักษณะของภูมิประเทศที่กว้างใหญ่ ครอบคลุมพื้นที่ถึง 310,500 ไร่ หรือ 482.4 ตร.กม. และเป็นเทือกเขาสูงชันและสลับซับซ้อน ทำให้อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นแหล่งต้นน้ำลำธารที่สำคัญของอำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอฮอด อำเภอแม่วาง และอำเภอสันป่าตอง จังหวัดเชียงใหม่ ไหลลงสู่แม่น้ำปิง โดยจะมีแนวสันเขาที่ทอดจากทิศเหนือไปยังทิศใต้ของอุทยานฯ มีลักษณะเป็นสันปันน้ำหลักที่ให้ลำธารและแม่น้ำต่าง ๆ ภายในอุทยานฯ ไหลลงทางด้านทิศตะวันออกและด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ บ้างก็หลั่งล้นจากโตรกผาสูงกลายเป็นธารน้ำตกที่งดงามยิ่งใหญ่มาก ดังเช่น ลำห้วยแม่ยะไหลจากดอยขุนแม่ยะลงมาเป็นน้ำตกแม่ยะ ซึ่งเป็นน้ำตกที่สูงใหญ่ที่สุดสายหนึ่งของเมืองไทย ส่วนห้วยแม่กลางนั้นหลั่งไหลมาเป็นทางสายยาว เกิดเป็นน้ำตกวชิรารหรือตาดฆ้องโยง และน้ำตกแม่กลางอันเป็นน้ำตกใหญ่อยู่เชิงดอยอินทนนท์ นอกจากนี้ ยังมีน้ำตกแม่ปานที่เกิดจากลำห้วยแม่ปานและห้วยทรายเหลืองไหลมารวมกัน แล้วไหลลงสู่ลุ่มน้ำแม่แจ่ม ทั้งยังมีธารน้ำตกอีกมากมาย เช่น น้ำตกสิริภูมิหรือน้ำตกเลาลี น้ำตกแม่ป่าก่อ เป็นต้น และสายน้ำทุกสายหลั่งไหลลงสู่ในที่สุด
จากลักษณะทางกายภาพของอุทยานฯ อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะประกอบไปด้วยพื้นที่ลุ่มน้ำหลัก (Main Watershed) 4 ลุ่มน้ำ คือ ลุ่มน้ำแม่วาง ลุ่มน้ำแม่กลาง ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะ และลุ่มน้ำแม่แจ่ม
                                      
ลุ่มน้ำแม่วางหรือขุนวาง ทางด้านลาดทิศเหนือของอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ จะผันน้ำแม่วางและน้ำแม่ป๋วยจากทางเหนือของอุทยานฯ ไหลลงสู่น้ำแม่วางในเขตอำเภอแม่วางและไหลลงสู่น้ำแม่ขานและแม่ปิงในพื้นที่อำเภอสันป่าตอง
ลุ่มน้ำแม่กลาง จะเริ่มจากบริเวณยอดดอยอินทนนท์และครอบคลุมพื้นที่ด้านลาดทางทิศตะวันออกของอุทยานฯ เกือบทั้งหมด ผันน้ำจากลำน้ำแม่กลางและสาขาจากยอดดอยอินทนนท์ผ่านบริเวณตอนกลางของอุทยานฯ ลำน้ำแม่ปอนและสาขาในตอนกลางก่อนลงมาทางใต้ของอุทยานฯ
ลำน้ำแม่ยะและสาขาในพื้นที่ด้านทิศใต้ของอุทยานฯ ลงสู่น้ำแม่เตี๊ยะทางด้านทิศใต้ของอุทยานฯ ลำน้ำแม่หอยและสาขาทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของอุทยานฯ ไหลลงสู่ลำน้ำแม่กลางทางด้านทิศตะวันออกของอุทยานฯ และไหลลงสู่น้ำแม่ปิงในพื้นที่อำเภอจอมทอง
ลุ่มน้ำแม่เตี๊ยะซึ่งจะผันน้ำจากทางใต้ของอุทยานฯ ลงสู่น้ำแม่เตี๊ยะทางด้านทิศใต้ของอุทยานฯ และไหลลงสู่แม่กลาง และแม่ปิงในพื้นที่บ้านสบเตี๊ยะ อำเภอจอมทอง
ลุ่มน้ำแม่แจ่ม จะเริ่มจากบริเวณยอดดอยอินทนนท์ ครอบคลุมพื้นที่ด้านลาดทิศตะวันตกของอุทยานฯ ทั้งหมfลุ่มน้ำนี้จะประกอบด้วยลำห้วยหรือลำธารขนาดใหญ่ที่มีน้ำไหลตลอดปีจำนวนมาก โดยจะประกอบไปด้วยลุ่มน้ำย่อยแม่มะลอ ซึ่งจะรับและผันน้ำจากลำห้วยแม่จรหลวง, ห้วยแจ่มเต๊าะ, ห้วยแม่มะลอ จากบริเวณเหนือสุดของอุทยานฯ ลุ่มน้ำย่อยห้วยบ้านยาง ซึ่งจะรับและผันน้ำจากห้วยแม่วาก ห้วยหาดควาย ห้วยแม่แทน ห้วยบ้านยาง ด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือของอุทยานฯ และลุ่มน้ำย่อยแม่แรก ซึ่งจะรับและผันน้ำจากห้วยแม่แรก ห้วยแม่หมุน และห้วยแม่หลุในพื้นที่ด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของอุทยานฯ ลุ่มน้ำย่อยทั้งหมดนี้จะผันน้ำไหลลงสู่น้ำแม่แจ่มในเขตอำเภอแม่แจ่ม ช่วยเสริมให้ลำน้ำแม่แจ่มมีน้ำไหลตลอดทั้งปี และลงสู่น้ำแม่ปิงที่อำเภอฮอด

ทรัพยากรสัตว์ป่า
     อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่าจำนวนไม่น้อย เท่าที่พบมีทั้งหมด 446 ชนิดพันธุ์ แยกออกได้เป็น 4 ประเภท คือ นกป่า สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์เลื้อยคลาน และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ชนิดพันธุ์ของสัตว์ประเภทนี้ที่พบมีอยู่ 39 ชนิดพันธุ์ ในอดีตพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ เคยเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมมากของสัตว์ป่า
ประเภทนี้แต่ในช่วง 2 – 3 ทศวรรษที่ผ่านมาปัญหาการตัดไม้ทำลายป่าและการล่าคุกคามความเป็นอยู่ของสัตว์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่องสัตว์ที่เหลืออยู่ส่วนมากเป็นสัตว์ขนาดเล็ก
เช่น พวกกระรอก (Squirrel) กระแตธรรมดา (Common Tree Shrew) กระเล็นขนปลายหูสั้น (Burmese Striped) อ้นเล็ก (Cannomys badius) เม่นหางพวง (Atherurus macrourus) อีเห็นข้างลาย (Paradoxurus hemaphroditus) และชะมดแผงสั้นหางดำ (Viverra megaspila) เป็นต้น
                                        

สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ สัตว์ประเภทนี้มีปรากฏในเขตอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ รวม 14 ชนิดพันธุ์ ส่วนใหญ่จะเป็นสัตว์ที่พบเห็นได้ง่ายในช่วงฤดูฝน ในช่วงฤดูแล้งมักหลบซ่อนหรือจำศีล สัตว์ที่พบ ได้แก่ กบห้วยสีข้างดำ (Rana nigorittata) เขียดหนอง (R. limnocharis) อึ่งกราย (Megophrys spp.) คางคกเล็ก (Bufo parvus) อึ่งอี๊ดหลังลาย (Microhyla pulchra) และปาดแคระ (Philautus parralus) สำหรับชนิดพันธุ์ที่สำคัญและน่าสนใจคือ กะท่าง (Tylototriton verrucosus) ซึ่งคนในพื้นที่แถบนั้นมักเรียกว่า จักกิ้มน้ำ
ในบริเวณหุบเขาหรือพื้นที่ตามแนวลาดเขา และตามที่ราบริมลำห้วยลำธาร แหล่งที่อาศัยของสัตว์ประเภทดังกล่าวนี้ มักพบเป็นพื้นที่บริเวณแคบ ๆ มีหมู่ไม้ใหญ่ เช่น ยางปาย ไทร กระบาก มะไฟ มะกอกป่า และเถาวัลย์ขึ้นปกคลุม สัตว์ที่พบมักเป็นพวกที่กินยอดไม้และผลไม้เป็นอาหาร เช่น ชะนีมือขาว (Hylobates lar) ค่างแว่นถิ่นเหนือ (Presbytis phayrei) ลิงเสน (Macaca speciosa) นางอาย (Nycticebus coucang) พวกกระรอกต่าง ๆ พญากระรอกดำ (Ratufa bicolor) และพญากะรอกบิน (Petaurista sp.) ในช่วงเวลากลางวันเป็นแหล่งที่พักและหลบซ่อนตัวของอีเห็น ชะมด (Viverra sp.) หมูป่า (Sus scrofa) และอีเก้ง (Muntiacus muntjak)ตามแนวลาดเขาหรือยอดเขาหลายแห่งในพื้นที่ซึ่งมีลักษณะด้านหนึ่งเป็นผาหินสูงชัน มีพันธุ์ไม้พุ่มและไม้ล้มลุกหลายชนิดขึ้นปกคลุม บางจุดมีหญ้าขึ้นแทรกปะปน และอีกด้านหนึ่งเป็นพื้นที่ค่อย ๆ ลดลง มีหมู่ไม้ใหญ่ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ของป่าดงดิบเขาปกคลุมแน่นทึบ ลักษณะสภาพดังกล่าวเป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของกวางผา (Naemorhedus goral) สัตว์ป่าสงวนที่หายาก 1 ใน 15 ชนิดของประเทศ สัตว์ป่าอื่น ๆ ที่ยังพอเห็นได้ในปัจจุบัน ได้แก่ เลียงผา (Capricornis sumatraensis) เม่นหางพวง (Atherurus macrourus) และค้างคาวชนิดต่าง ๆ อีกหลายชนิดซึ่งเข้าไปหลบอาศัยอยู่ภายในถ้ำ หรือซอกผาที่เกิดจากการเคลื่อนตัวของผาหิน
                                                                        

ลักษณะพืชพรรณ
บนยอดดอย มีผืนป่าดิบดึกดำบรรพ์อันกว้างใหญ่สมบูรณ์ปกคลุม ซึ่งน้อยคนนักจะได้สัมผัสธรรมชาติที่แท้ของภูเขาที่สูงที่สุดของประเทศ ในอดีตมีเพียงเส้นทางเล็ก ๆ ตัดขึ้นไปสู่ป่าลึกอันชุ่มชื้นและหนาวเย็น จึงจะได้พบเห็นกล้วยไม้และพันธุ์ไม้ป่าที่สวยงามและหายากยิ่ง นับแต่รองเท้านารีอินทนนท์ที่ค้นพบเป็นแห่งแรกบนดอยนี้ เอื้องกำเบ้อ ซึ่งเป็นกล้วยไม้จำพวกซิมบิเดียม มีสีเหลืองทอง ยังมีกุหลาบพันปีที่มีลำต้นสูงใหญ่กว่ากุหลาบแดงบนภูหลวงและภูกระดึงมากมายนัก อีกทั้งดอกไม้ป่าอีกหลายชนิดที่ขึ้นดารดาษทั่วหุบเขา สลับกับพันธุ์ไม้จำพวกเฟิร์น ออสมันดา และอื่น ๆ
                                                   

พื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ประกอบด้วยกลุ่มของสังคมพืชและป่าชนิดต่าง ๆ ทั้งที่อยู่ในสภาพดั้งเดิม ป่าที่ฟื้นตัวจากการถูกทำลาย และไร่ร้างต่าง ๆ แยกออกได้เป็น 6 ประเภท คือ

  • ป่าเต็งรัง (Deciduous dipterocarp forest)
  • ป่าเต็งรังผสมสนเขา (Pine-dipterocarp forest)
  • ป่าสนผสมก่อ (Pine-oak forest)
  • ป่าดิบเขา (Hill evergreen forest)
  • ป่าเบญจพรรณ (Mixed deciduous forest)
  • ป่าดิบแล้ง (Dry evergreen forest)
  • ไร่ร้าง (Abandoned area)
ป่าเต็งรัง (Deciduous dipterocarp forest) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ อาจจำแนกออกได้เป็นหลายชนิดย่อย (sub-types) ตามลักษณะของสังคมพืชไม้ชนิดเด่นที่ขึ้นอยู่ เช่น ป่าไม้เต็ง ป่าไม้รัง ป่าไม้ก่อผสมไม้เต็งไม้รัง (dry oak-dipterocarp forest) ป่าไม้พลวง ป่าไม้เหียง ฯลฯ และคุณสมบัติของดินในป่าเหล่านี้ก็จะแตกต่างกันออกไปบ้าง ป่าเต็งรังในอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์จะพบตั้งแต่ชายขอบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านลาดทิศตะวันออกของพื้นที่อุทยานฯ ขึ้นไป ถึงพื้นที่ที่มีระดับความสูงประมาณ 700 เมตร หรือครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 52 ตร.กม. หรือประมาณ 11 % ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536)
ป่าเต็งรังผสมสนเขา (Pine-dipterocarp forest) ป่าประเภทนี้ เป็นป่าที่มีสนสามใบและสนสองใบขึ้นปนกัน โดยมากมักพบในระดับความสูงประมาณ 700 – 1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ปรากฏกระจายเป็นหย่อม ๆ อยู่โดยทั่วไป ทั้งทางด้านทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ทิศใต้และทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ไม้ชั้นบนประกอบด้วยสนสามใบ สนสองใบ ไม้ชั้นกลาง ไม้ที่พบได้แก่ไม้ในป่าเต็งรังต่าง ๆ เช่น เต็ง (Shorea obtusa) พลวง (Dipterocarpus tuberculatus) ก่อแพะ (Quercus kerrii)เป็นต้น ไม้ชั้นล่างส่วนใหญ่เป็นแฝก และหญ้าคา

ป่าสนเขาผสมก่อ (Pine-oak forest) เป็นป่าที่พบในพื้นที่ที่มีระดับความสูงประมาณ 800 – 1,500 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง พบปรากฏกระจายอยู่เป็นหย่อม ๆ ทางตอนกลางของพื้นที่และทางตอนใต้ ป่าประเภทนี้เป็นป่าที่เด่นแตกต่างไปจากป่าชนิดอื่น ๆ คือ พันธุ์ไม้ชั้นบนเป็นสนสามใบล้วน ๆ มีเรือนยอดเด่นสูงกว่าเรือนยอดไม้ชนิดอื่น ๆ ไม้ชั้นล่างประกอบด้วย พันธุ์ไม้ที่พบทั้งในป่าเต็งรังและป่าดิบเขา แต่ไม่มีไม้เต็งขึ้นปะปน มีไม้ก่อเป็นส่วนประกอบมากกว่า ปริมาณสนสามใบจะผันแปรตามสภาพพื้นที่ พันธุ์ไม้ที่สำคัญได้แก่ ก่อหยุม ก่อหัววอก หัวแหวน แข้งกวาง เม้าแดง เป็นต้น     
                                                                         

ป่าดิบเขา (Hill evergreen forest) เป็นป่าที่ปรากฏบนภูเขาสูงเป็นส่วนใหญ่ สามารถพบเห็นตั้งแต่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 1,000 เมตรขึ้นไป พบปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกของพื้นที่ และเรียงตัวตามแนวเหนือ – ใต้ ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 67 ตร.กม. หรือประมาณ 14% ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536) โดยมากเป็นป่าที่มีเรือนยอดเบียดกันหนาแน่น ลำต้นและกิ่งก้านจะถูกปกคลุมด้วยมอส ไม่พบร่องรอยของไฟป่าเกิดขึ้นในป่าชนิดนี้ ดินในป่าลึกและมีความชื้นสูง มีเศษไม้ ใบไม้ ปกคลุมผิวดินหนาและเป็นป่าที่มีอิทธิพลต่อการเพิ่มปริมาณน้ำในพื้นที่ ทั้งนี้เนื่องจาก โดยทั่วไปแล้ว พื้นที่ป่าดิบเขาจะมีฝนตกเกือบตลอดทั้งปี และมีอุณหภูมิต่ำอยู่เสมอ จึงทำให้อากาศบริเวณดังกล่าวมีปริมาณไอน้ำสูง การคายระเหยน้ำสู่บรรยากาศมีน้อย อีกทั้งมีพืชปกคลุมดินหนาแน่น และดินน้ำซึมได้ดี จึงทำให้มีน้ำไหลบ่าผ่านหน้าดินน้อย สังคมพืชจะมีผสมกันระหว่างพืชในแถบอบอุ่น (temperate families) ได้แก่ พืชในวงศ์ก่อ (Fagaceae) วงศ์จำปีป่า (Magnoliaceae) วงศ์สารภีป่า (Theaceae) และวงศ์กุหลาบพันปี (Ericaceae) และพืชในเขตร้อน (tropicl families) (Robbins and Smitinand 1966) ได้แก่ พืชในวงศ์อบเชย (Lauraceae) นอกจากนั้นยังพบพืชพวกพืชเมล็ดเปลือย (Gymnosperm) หลายชนิด เช่น พืชในสกุลพญาไม้ (Podocarpus) สกุลมะขามป้อมดง (Cephalotaxus) และสกุลมะเมื่อย (Gnetum) พบสนสามใบ (Pinus kesiya) กระจายปนอยู่บ้างเฉพาะในบริเวณป่าดิบเขาระดับต่ำที่ระดับความสูงไม่เกิน 1,500 เมตร
ป่าผสมผลัดใบ (Mixed deciduous forest) เป็นป่าที่พบอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทิศตะวันออกเฉียงใต้ของพื้นที่ระดับความสูงตั้งแต่ 300 – 700 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 181 ตร.กม. หรือประมาณ 38% ของพื้นที่อุทยานฯ ทั้งหมด (ปิยฉัตร สำเภาลอย, 2536) พันธุ์ไม้ที่พบ ได้แก่ ไม้ประดู่ (Ptercarpus macrocarpus) มะกอก (Spondias pinnata) ตะคร้อ (Schleichera oleosa) ตะโก (Dracontomelon dao) สมอพิเภก (Terminalia bellirica) ยมหิน (Acrocarpus fraxinifolius) ตะเคียนหนู (Anogeissus acuminata) เป็นต้น ในป่าชนิดนี้จะพบไม้ไผ่กระจายอยู่ทั่วไป เช่น ไผ่ไร่ ไผ่ซางนวล ไผ่บง ไผ่รวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในป่าผสมที่เป็นแนวแคบ ตามสองข้างลำห้วย ซึ่งถือว่าเป็นป่าตามหุบเขา (gallery forest)
ป่าดิบแล้ง (Dry evergreen forest) เป็นป่าที่พบเป็นส่วนน้อยในอุทยานฯ พบอยู่ทางตอนกลางของพื้นที่และเรียงตัวตามแนวเหนือ – ใต้ พบในพื้นที่ที่มีระดับความสูงตั้งแต่ 1,000 – 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง พันธุ์ไม้ประกอบไป ไม้วงศ์ไม้ยาง (Dipterocarpaceae) ได้แก่ ยางแดง (Dipterocarpus turbinatus) ยางขาว (D. alatus) ตะเคียนทอง (Hopea odorata) กระบาก (Anisoptera glabra) ตะแบกเลือด (Terminalia mucronata) แดง (Xylia kerrii) แดงน้ำ (Pimetia pinnata) หว้า (Evingia cumini) ก่อดำ (Lithocarpus truncatus) มะไฟ (Baccaurea ramiflora) และยมหอม (Toona ciliata) เป็นต้น
ไร่ร้าง (Abandoned area) ไร่ร้างส่วนใหญ่ พบที่ระดับความสูงประมาณ 1,000 – 1,500 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งเป็นบริเวณที่เคยเป็นป่าดิบเขามาก่อน บริเวณนี้เป็นบริเวณป่าดิบเขาที่ระดับต่ำ มีหมอกปกคลุมน้อย แต่อย่างไรก็ตามไร่ร้างปรากฏกระจายขึ้นถึงยอดดอยอินทนนท์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บริเวณทิศตะวันตกด้านอำเภอแม่แจ่ม พื้นที่ไร่ร้างบางส่วนมีการปลูกป่าทดแทนโดยหน่วยจัดการต้นน้ำ กลุ่มจัดการต้นน้ำ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ทำการปลูกไม้สนสามใบโดยเฉพาะ แต่เนื่องจากพื้นที่ไร่ร้างดังกล่าวเป็นพื้นที่หมุนเวียนทำไร่ของชาวเขาเผ่าม้ง ซึ่งในปัจจุบันชาวเขาเผ่าม้งที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เกือบทั้งหมดปลูกกะหล่ำปลี เนื่องจากการลงทุนต่ำและไม่ต้องดูแล

ชุมชนที่อาศัยอยู่ในและรอบแนวเขตอุทยานฯ

     ชุมชนที่อาศัยอยู่ในและรอบแนวเขตอุทยานฯ ประกอบด้วยหลายชาติพันธุ์ ได้แก่ ชาวเขาเผ่าม้ง ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยงหรือปกากะญอ ชาวไทยพื้นราบหรือคนเมือง ทั้งที่อาศัยอยู่มาดั้งเดิมหรืออพยพเข้ามาประมาณ 20 – 30 ปีที่ผ่านมา กลุ่มชนผู้อพยพเดินทางมุ่งหน้าเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่บนผืนดินแห่งหุบเขาของเทือกเขาอินทนนท์ กลุ่มชนแรกก็คือ ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง จนมาในปี พ.ศ. 2433 เป็นปีแรกที่ชาวเขาเผ่าม้งเดินทางอพยพมาถึงดอยอินทนนท์ และเริ่มตั้งบ้านเรือนอย่างถาวรอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

กะเหรี่ยง
กะเหรี่ยงจะตั้งหมู่บ้านอยู่บริเวณภูเขาที่ไม่สูงนัก หรือตามพื้นราบ แต่ละหมู่บ้านจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึง 30 – 40 หลังคาเรือน ลักษณะของบ้านจะเป็นไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงด้วยใบตองตึงหรือหญ้าคา ภายในเป็นห้องเดียวโล่ง มีเตาไฟอยู่กลางบ้านสำหรับใช้หุงต้มอาหารและให้ความอบอุ่น ลักษณะเด่นของกะเหรี่ยงที่ไม่เหมือนกับชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ก็คือ การตั้งหมู่บ้านอย่างถาวร ทั้งนี้เพราะความสามารถในการอนุรักษ์ดิน และการทำนาแบบขั้นบันไดตามไหล่เขา ซึ่งสามารถที่จะทดน้ำจากลำห้วยลำธารที่อยู่สูงกว่าพื้นที่นาเข้าไปใช้ได้ กะเหรี่ยงเป็นชาวเขาเผ่าเดียวที่ไม่นิยมโค่นไม้ทำลายป่า

การปกครอง
ในหมู่บ้านกะเหรี่ยงจะมี 3 ฝ่าย คือ หัวหน้าหมู่บ้าน หมอผี และกลุ่มผู้อาวุโส
หัวหน้าหรือผู้นำหมู่บ้านจะเรียกว่า ฮีโข่ ซึ่งมีการสืบทอดสายเลือดมาทางบิดา สำหรับหมอผีจะมีหน้าที่ประกอบพิธีกรรมและรักษาโรค ส่วนกลุ่มผู้อาวุโสจะเป็นผู้ที่รักษากฎ จารีตประเพณี ตัดสินคดีความและเป็นที่ปรึกษาให้กับหัวหน้าหมู่บ้าน
      กะเหรี่ยงเป็นสังคมเกษตรกรรมที่มีระบบเศรษฐกิจแบบเลี้ยงตนเองเพื่อการยังชีพด้วยการปลูกข้าวไร่ ทำนาเป็นขั้นบันไดตามหุบเขา และปลูกพืชผักต่าง ๆ โดยการทำเกษตรแบบไร่หมุนเวียน คือ การทำไร่ข้าวหรือปลูกพืชผักในไร่ใด ๆ ก็ตาม จะทำเพียงปีเดียวแล้วย้ายไปที่อื่น และปล่อยไร่พักทิ้งไว้ประมาณ 3-5 ปี เพื่อให้ดินได้พักฟื้นและมีความอุดมสมบูรณ์ แล้วจึงย้อนกลับมาทำไร่ในพื้นที่นั้นอีก นอกจากการทำเกษตรกรรมแล้ว กะเหรี่ยงยังเลี้ยงสัตว์ประเภท วัว ควาย หมู ไก่ เพื่อใช้ในพิธีกรรมและใช้เป็นแรงงาน ส่วนช้างจะเลี้ยงไว้เพื่อรับจ้างทำงานและแสดงถึงความมีฐานะด้วย
     ประเพณีและพิธีกรรมของกะเหรี่ยงจะมีความเชื่อและนับถือในเรื่องผีและวิญญาณ ผีที่ชาวกะเหรี่ยงนับถือจะมีอยู่ 2 อย่าง คือ ผีบ้านและผีเรือน
     กะเหรี่ยงนับถือคริสต์ศาสนาและพุทธศาสนา ซึ่งก่อให้เกิดประเพณีและวัฒนธรรมในเผ่า อย่างเช่น ประเพณีปีใหม่ ประเพณีขึ้นบ้านใหม่ ประเพณีเกี้ยวสาว ประเพณีแต่งงาน และประเพณีงานศพ
     สำหรับเรื่องคู่ครองของกะเหรี่ยง จะยึดหลักการครองเรือนแบบผัวเดียวเมียเดียว โดยตามประเพณีจะห้ามไม่ให้หญิงชายถูกเนื้อต้องตัวกันก่อนที่จะแต่งงาน เพราะถือเรื่องความบริสุทธิ์ทางเพศเป็นสิ่งสำคัญ หากมีการฝ่าฝืนจะถูกลงโทษโดยการปรับไหม หรือถ้ามีชู้ผิดลูกผิดเมียคนอื่นจะมีโทษถึงขั้นไล่ออกไปจาหมู่บ้านทันที สำหรับหญิงกะเหรี่ยงที่แต่งงานแล้วหรือยังไม่ได้แต่งงาน เราจะสังเกตได้จากการแต่งกาย ถ้าหญิงที่ยังไม่ได้แต่งงานจะสวมชุดขาวทรงกระสอบ ถ้าหญิงที่แต่งงานแล้วจะสวมชุด 2 ท่อน คือ นุ่งผ้าซิ่นและใส่เสื้อครึ่งท่อน ด้วยเหตุนี้จึงสามารถเห็นได้อย่างเด่นชัดระหว่างหญิงกะเหรี่ยงที่ยังโสดกับหญิงที่แต่งงานแล้ว


ม้ง

ม้งจะนิยมตั้งบ้านเรือนอยู่ตามพื้นที่ลาดเขาบนภูเขาสูง มีลำห้วยและสันเขาใกล้หมู่บ้าน เพราะม้งถือคติที่ว่า “น้ำเป็นของปลา ฟ้าเป็นของนก แต่ภูเขาเป็นของม้ง” ลักษณะการตั้งบ้านเรือนของม้ง จะปลูกบ้านอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ ใกล้ชิดกันในกลุ่มของเครือญาติซึ่งจะมีตั้งแต่ขนาดเล็กไปจนถึง
ร้อยหลังคาเรือนม้งจะปลูกบ้านติดกับพื้นดิน โดยใช้ดินเป็นพื้นเรือน ยกพื้นสูงสำหรับที่นอนเท่านั้น วัสดุที่ใช้สร้างบ้านจะมีไม้ไผ่สับฟาก หลังคามุงด้วยใบตองหรือหญ้าคา แต่ในปัจจุบันนี้ชาวเขาม้ง
ได้มีการพัฒนาในการปลูกสร้างบ้านเรือนจากเดิมมาเป็นสังกะสี อิฐบล็อก เสาคอนกรีต และปูนซีเมนต์ บ้างแล้ว
      การปกครองของม้งในหมู่บ้านแต่ละแห้งจะมีหัวหน้าประจำหมู่บ้านเป็นผู้นำในการปกครอง ตำแหน่งหัวหน้าหมู่บ้านนี้จะเลือกจากผู้อาวุโสสูงสุดของสกุลที่มีอิทธิพลหรือสมาชิกในแซ่สกุลที่มากที่สุด
ในหมู่บ้าน
      ม้งเป็นสังคมเกษตรกรรม ทำไร่แบบเลื่อนลอย โค่นถางป่าเพื่อปลูกพืช เมื่อดินหมดสภาพความ
อุดมสมบูรณ์ก็จะย้ายไปหาที่ทำกินใหม่ สำหรับพืชหลักที่ปลูกคือ ฝิ่น ข้าวและข้าวโพด

แต่ในปัจจุบันม้งได้มีการติดต่อสังคมกับคนเมืองมากขึ้น จึงได้รับอิทธิพลจากภายนอกและการพัฒนาจากหน่วยราชการต่าง ๆ ทำให้การปลูกฝิ่นบางพื้นที่ได้เลิกปลูกไปบ้างแล้ว จึงหันมาปลูกพืชอื่นที่มีรายได้ดีกว่าทดแทน เช่น การปลูกพืช ผัก ผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว ฯลฯ ซึ่งไม่จำเป็นต้องย้ายที่ปลูกไปเรื่อย ๆ เหมือนดังแต่ก่อน
      นอกจากการทำเกษตรแล้ว ม้งยังทำอุตสาหกรรมในครัวเรือนประเภทศิลปะงานฝีมือ เช่น ทอผ้า ปักลายผ้า และการทำเครื่องเงิน ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ทำรายได้มาสู่ม้งอีกทางหนึ่ง
      ประเพณีและวัฒนธรรม ตลอดจนความเชื่อของม้งยังคงรักษาและยึดถืออยู่อย่างไม่เปลี่ยนแปลง เช่น ประเพณีฉลองปีใหม่ ประเพณีการเกิด ประเพณีการตาย ประเพณีการเกี้ยวสาว และประเพณีการแต่งงาน ฯลฯ ม้งจะเชื่อและนับถือผีต่าง ๆ โดยจะมีทั้งผีดีและผีร้าย ได้แก่ ผีฟ้า ผีเรือน และผีทั่ว ๆ ไป
      เรื่องครอบครัวของม้ง ฝ่ายชายจะเป็นใหญ่กว่าฝ่ายหญิงตามประเพณีม้งจะอนุญาตให้ชายและหญิงมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานได้ แต่ห้ามแต่งงานกับคนแซ่สกุลเดียวกัน และเมื่อแต่งงานแล้วฝ่ายหญิงต้องออกจากแซ่สกุลเดิมไปใช้แซ่สกุลของฝ่ายชาย ม้งจะนิยมแต่งงานแบบผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ไม่ห้าที่ชายจะมีเมียหลายคน เพื่อแสดงถึงฐานะทางเศรษฐกิจ
      ปัจจุบัน ชาวเขาเผ่าม้งมักจะให้ความสนใจในการศึกษามากกว่าชาวเขาเผ่าอื่น ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย จึงทำให้ม้งหรือม้งมีความเฉลียวฉลาดและทันต่อเหตุการณ์ในโลกปัจจุบันมากขึ้น
      เอกลักษณ์ของม้งอีกอย่างหนึ่ง คือ นิยมเล่นดนตรีอยู่ 3 อย่าง คือ แคน ขลุ่ย และหยั่ง ส่วนศิลปะจะมีพิธีการรำถวาย พิธีโยนผ้าของหนุ่มสาว และการฟ้อนแคน ซึ่งม้งได้รับการถ่ายทอดมาแต่บรรพบุรุษและรักษาไว้จนถึงปัจจุบันนี้
                                                                           



บริษัท เนเจอร์ไมล์ จำกัด
19/74 ซ.นวมินทร์50 ถ.นวมินทร์ คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 0-2733-5828
โทรสาร 0-2733-5828
สายด่วน 24 ชั่วโมง 0-7989-6536
E-mail : naturemiles@hotmail.com
นอกจากตราสำคัญและชื่อของบริษัทแล้ว บริษัทไม่ขอสงวนลิขสิทธิ์ใดๆในเว็ปไซต์นี้
Designed by Eksiam Chaisorn